โสม
ช่วยบำรุงสมอง เพิ่มความทรงจำ และ เพิ่มสมาธิ ช่วยในการ
ไหลเวียนของเลือด
ต้านความเครียด
ต่อต้านอันตรายจากอนุมูลอิสระ (Antioxidant)
เพิ่มประสิทธิภาพของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย
เพิ่มสมรรถภาพการทำงานของร่างกาย
แป๊ะก๊วยสกัด (Gingko Extract)
ใบแป๊ะก๊วยเป็นสมุนไพรเก่าแก่ที่มีอายุยืนยาวนับพันปีมีต้นกำเนิด
อยู่ที่ประเทศจีน ชาวจีนนิยมนำใบแป็ะก๊วยมาต้มเป็นยาพื้นบ้าน
ช่วยบำรุงสมอง
ช่วยให้การไหลเวียนของเลือดที่ไปเลี้ยงสมองดีขึ้น
ช่วยทำให้เส้นเลือดฝอยมีความแข็งแรงมากขึ้น (ลดความเปราะบาง
ของเส้นเลือดฝอย)
ช่วยป้องกันอันตรายจากอนุมูลอิสระ เพราะแป๊ะก๊วยมีคุณสมบัติ เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ
น้ำมันปลาทูน่า (Tuna Oil)
ในน้ำมันปลาทูน่า จะมีสารอาหารไขมัน
พิเศษที่ร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นมาเองได้
คือ Essential Poly Unsaturated
Fatty Acid เป็นกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัว
กลุ่มโอเมก้า -3
Phosphatldyl Serine
ใน Cerebrite 1 Capsule ประกอบด้วย
Phosphatidyl Serine 50 mg. ประโยชน์ของ Phosphatidyl Serine คือ
ช่วยสร้างสื่อนำประสาท (Neurotr ansmitter)ในระบบประสาท
ช่วยความจำ (Cognition Adjuvant)
ช่วยยับยั้งอาการสมองเสื่อม
Vitamin E
ช่วยป้องกันอันตรายจากอนุมูลอิสระ
ช่วยป้องกันผนังหลอดเลือดแดงใหญ่ แข็งตัว ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคหัวใจ
ช่วยป้องกันการแตกของเส้นเลือด
โดยเฉพาะเส้นเลือดในสมอง
ช่วยให้การไหลเวียนของโลหิตดีขึ้น
ช่วยชะลออาการของโรคอัลไซเมอร์
สรุป
จากการศึกษาถึงปัจจัยที่เป็นบวกต่อสมอง (ทำให้ฉลาด เรียนรู้ไว จดจำได้ดี มีไหวพริบเชาว์ปัญญาดี) และปัจจัยที่เป็นลบต่อ
สมอง (ทำให้เกิดภาวะสมองเสื่อม และ อาจนำไปสู่โรคอัลไซเมอร์) เราจะพบว่า Cerebrite จะส่งเสริมปัจจัยที่เป็นบวกต่อ
สมองและในทำนองกลับกัน Cerebrite จะไปขัดขวางปัจจัยที่เป็นลบต่อสมอง
ดังนั้น Cerebrite จึงเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีสรรพคุณ :
เพิ่มความจำ ทำให้เรียนรู้เร็ว และมีไหวพริบเชาว์ปัญญาดี
|
ร้านนฤมลเภสัช
|
|
ได้จัดทำเวปนี้ขึ้นเพื่อเป็นสื่อในการให้ความรู้เกี่ยวกับ ยา
|
|
วิธีการใช้ ต่างๆ รวมถึงในเรื่องการดูแลสุขภาพ |
|
และขอเป็นสื่อประชาสัมพันธ์ ของชมรมร้านขายยาจังหวัดลำปาง |
|
และรวบรวมสาระน่ารู้เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ |
|
เว็บสุขภาพ เพื่อให้ทุกคนมีสุขภาพดี
|
|
ข้อความ |
|
พร้อมที่จะดำเนินชีวิตอย่างมีความสุข |
|
เพื่อต้องการให้ทุกคนมีสุขภาพที่ดี |
|
ร้านนฤมลเภสัช
|
|
ได้จัดทำเวปนี้ขึ้นเพื่อเป็นสื่อในการให้ความรู้เกี่ยวกับ ยา
|
|
วิธีการใช้ ต่างๆ รวมถึงในเรื่องการดูแลสุขภาพ |
|
และขอเป็นสื่อประชาสัมพันธ์ ของชมรมร้านขายยาจังหวัดลำปาง |
|
และรวบรวมสาระน่ารู้เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ |
|
เว็บสุขภาพ เพื่อให้ทุกคนมีสุขภาพดี
|
|
ข้อความ |
|
พร้อมที่จะดำเนินชีวิตอย่างมีความสุข |
|
เพื่อต้องการให้ทุกคนมีสุขภาพที่ดี |
พวกดื่มน้ำน้อย โปรดระวัง
ไปเจอบทความนี้มา แบบว่าอ่านแล้วกลัวเลย เพราะว่าเราเป็นคนไม่ค่อยชอบดื่มน้ำ เพราะว่าไม่ชอบเข้าห้องน้ำบ่อย ปรากฏว่าผลเสียบานตะไท
ยังไงก็ขอขอบคุณเจ้าของบทความดี ๆ นี้นะคะ
พวกดื่มน้ำน้อย โปรดระวัง !
++++++++++++++++++
เมื่อเร็วๆ นี้ผมได้อ่านข่าวจากหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง ซึ่งลงบทสัมภาษณ์ของดาราสาวสวยระดับนางเอกท่าน
หนึ่ง เกี่ยวกับร่างกายของเธอที่มีการผิดปกติ เธอมีอาการอุจจาระไม่ออก เมนส์ไม่มา แถมเธอยังเข้า
ใจว่าการที่เมนส์มาบ้างไม่มาบ้างแล้วแต่อารมณ์นั้นเป็นเรื่องปกติขอผู้หญิงซะอีก
เธอบอกว่าไม่ชอบดื่มน้ำเพราะจะทำให้ปัสสาวะบ่อย ส่วนใหญ่พวกดาราก็มักเป็นอย่างนี้ เพราะต้องอยู่แต่
ในกองถ่ายจะหาห้องน้ำสะอาดๆยาก เลยต้องอั้นอุจจาระปัสสาวะเอาไว้ หรือแก้โดยการไม่ดื่มน้ำจะได้ไม่
ต้องปัสสาวะ พฤติกรรมดังกล่าวนี้ไม่ใช่แค่เฉพาะดาราหรอกครับ มีอีกหลายอาชีพที่เป็นกันอย่างนี้ อาจจะ
เป็นเพราะภาวะสังคมที่รีบเร่งแข่งขันกัน ท่านที่ทำงานนั่งอยู่กับคอมพิวเตอร์หรือพนักงานทำบัญชีด้วยแล้ว
ไม่ค่อยอยากจะลุกไปเข้าห้องน้ำกัน กลัวจะเสียเวลาทำงานหรือลืมเข้าห้องน้ำก็มี พอทำอย่างนี้ไปนานๆ
เข้าร่างกายเราก็สร้างความคุ้นเคยว่าไม่ต้องอุจจาระไม่ต้องปัสสาวะกันเลย โดยร่างกายเข้าใจว่าวิธี
การนี้ถูกต้อง
ร่างกายของคนเราประกอบด้วยน้ำ 70 กว่าเปอร์เซนต์ เลือดเราประกอบด้วยน้ำ 90 กว่าเปอร์เซนต์
กระดูกเราก็ประกอบด้วยน้ำ 22 เปอร์เซนต์ ร่างกายเราเสียน้ำวันละ 2 ลิตรเศษ แล้วรับน้ำเข้าไป
เพียงพอหรือไม่ ถ้าไม่พอเราก็ถือว่าขาดน้ำ ร่างกายและอวัยวะภายในจะรวนผิดปกติไปหมด
เลือดเราจะข้นหนืด ยากที่หัวใจจะสูบฉีดเลือดไปหล่อเลี้ยงร่างกายส่วนต่างๆของร่างกาย หัวใจเองนั่น
แหละจะตีบตันเสียก่อน ต้องทำบายพาสกันวุ่นวาย ความจำก็จะเสื่อมหรือเป็นอัลไซเมอร์ เพราะเลือด
เลี้ยงสมองไม่พอ เส้นเลือดก็จะตีบตันหมดหรือไม่มีเลือดจะขึ้นไปเลี้ยง
จากประสบการณ์ที่พบคนไข้ที่เป็นโรคความจำเสื่อม เป็นถึงระดับผู้บริหารใหญ่ๆก็หลายท่าน ดื่มน้ำวันละ 2-3
แก้ว ไม่เกิน 500 ซี.ซี. เลือดก็ข้นหนืด เต็มไปด้วยไขมัน สังเกตุได้หัวตาเหมือนกับเอาพู่กันป้ายสีขาวไว้
และก็ฟันธงได้เลยว่าทุกรายถ้าดื่มน้ำอย่างนี้คลอเรสเทอรอลสูงทุกคน รอให้เส้นเลือดอุดตันได้เลย
เมื่อไปหาหมอ หมอก็จะจ่ายยาละลายลิ่มเลือดให้กิน มันก็เหมือนเราเอาสารส้มแกว่งในตุ่มน้ำเพื่อให้น้ำใส
ตะกอนเมื่อมันนอนก้นน้ำก็จะใส แต่ถ้าเอาอะไรไปแกว่งทำให้น้ำกระเทือน ตะกอนก็ยังจะลอยขึ้นมาทำให้
น้ำขุ่นอีกอยู่ดี เช่นเดียวกัน เมื่อเรากินยาเลือดก็จะใส แค่ตะกอนในร่างกายมันยังไม่ออก ยังนอนก้นอยู่ใน
ร่างกายเรา ดังนั้นเราต้องใช้น้ำพาตะกอนเหล่านั้นออกมาให้ได้ ไม่อย่างนั้นมันก็จะกลับไปอุดตันเส้นเลือด
เราอีก
เมื่อร่างกายขาดน้ำลำไส้ก็แห้ง ไม่มีน้ำที่จะพอเอาอุจจาระออกมาได้ ของเสียก็จะสะสมอยู่ในลำไส้ และ
ลำไส้ก็ดูดซึมของเสียนั้นกลับเข้าร่างกายอีก เลือดเราก็ยังสกปรกและข้นหนืดมากขึ้นไปอีก และลอง
พิจารณาดูครับว่า เลือดที่เสียเมื่อเข้าไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกายแล้วนั้น จะให้เกิดปัญหาตามมาอีกมาก
มายเพียงใด
ที่ถูกแล้วเราควรจะอุจจาระ 1-3 ครั้งทุกๆวัน ออกมาเป็นเส้นไม่เล็กนัก ปริมาณพอสมควรกับอาหารที่เรา
ทานเข้าไป ไม่ใช่ทานเข้าไป 1 กิโลกรัม ถ่ายออกมา 1 ขีด ที่เหลือหายไปไหนหมด มันเข้าไปบำรุงร่าง
กายเราทั้งหมดหรือ ถ้าเป็นอย่างนั้นเราคงตัวโตเท่าช้างแน่
การที่รอบเดือนหายไป 5-6 เดือนหรือมาๆหยุดๆ แล้วแต่อารมณ์นั้น ไม่ใช่เรื่องปกติของผู้หญิงทั่วไป ที่ถูก
แล้วรอบเดือนจะช้าเร็วไม่ควรเกิน 7 วัน ถ้าผิดไปจากนี้ถือว่าไม่ถูกต้อง ยกเว้นแต่ตั้งครรภ์
สำหรับดาราสาวท่านนี้ ดื่มน้ำน้อยมาก เลือดคงจะข้นหนืด ผนังมดลูกคงจะแห้งไม่ลอกหลุดออกมาเมื่อมีไข่
ตกและไม่ได้รับการผสมพันธุ์ เลือดนั้นก็ยังสะสมเป็นของเสียอยู่ที่ผนังมดลูกเดือนแล้วเดือนเล่า เมื่อช่อง
ทางการขับของเสียดำเนินไม่ได้ตามธรรมชาติ ร่างกายก็จะสร้างรั้วขอบเขตเป็นถุง เป็นเนื้องอก มาหุ้ม
ห่อของเสียนั้นไว้ ของเสียก็จะค่อยๆกลายเป็นเนื้องอกและกลายเป็นมะเร็งในที่สุด
ช่องทางในการขับของเสียออกจะมีอยู่ 5 ช่องทางด้วยกันคือ
1. ไต ขับออกมาทางปัสสาวะ
2. ลำไส้ใหญ่ ขับออกมาทางอุจจาระ
3. ปอด ขับออกมาทางลมหายใจ
4. ผิวหนัง ขับออกมาทางเหงื่อ
5. รอบเดือน ขับออกมาทางประจำเดือน
เมื่อช่องทางการขับของเสียไม่สมบูรณ์ หรือถูกปิดกั้นมันก็จะต้องพยายามหาทางออกให้ได้ เช่น ออกมาเป็น
สิว ฝ้า กระ ฝี ริดสีดวง สิ่งเหล่านี้เป็นของเสียที่ร่างกายพยายามขับออกมาทั้งนั้น ดังนั้นถ้าเรามีอาการ
ดังที่กล่าวมา ก็ขอให้เราจงเข้าใจด้วยว่าร่างกายเรามีของเน่าเสียอยู่ภายในแล้ว มันเป็นสัญญาณเตือนภัย
ที่เราไม่ควรมองข้าม หรือกินแต่ยา ฉีดยากดอาการเหล่านี้ไว้ไม่ให้แสดงออก เพราะนั่นไม่ใช่วิธีการรักษา
หรือบำบัดโรคต่างๆให้หายไป แต่กลับเป็นการทำให้โรคหรืออาการนั้นรุกคืบไปเรื่อยๆ เหมือนรุกใต้ดินโดย
ที่เราไม่รู้สึกอะไร จะรู้สึกตัวอีกทีก็ต่อเมื่อสายเสียแล้ว...
ที่มา : นิตยสารตั้งตัว ฉบับเดือน เมษายน
ยังไงก็ขอขอบคุณเจ้าของบทความดี ๆ นี้นะคะ
พวกดื่มน้ำน้อย โปรดระวัง !
++++++++++++++++++
เมื่อเร็วๆ นี้ผมได้อ่านข่าวจากหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง ซึ่งลงบทสัมภาษณ์ของดาราสาวสวยระดับนางเอกท่าน
หนึ่ง เกี่ยวกับร่างกายของเธอที่มีการผิดปกติ เธอมีอาการอุจจาระไม่ออก เมนส์ไม่มา แถมเธอยังเข้า
ใจว่าการที่เมนส์มาบ้างไม่มาบ้างแล้วแต่อารมณ์นั้นเป็นเรื่องปกติขอผู้หญิงซะอีก
เธอบอกว่าไม่ชอบดื่มน้ำเพราะจะทำให้ปัสสาวะบ่อย ส่วนใหญ่พวกดาราก็มักเป็นอย่างนี้ เพราะต้องอยู่แต่
ในกองถ่ายจะหาห้องน้ำสะอาดๆยาก เลยต้องอั้นอุจจาระปัสสาวะเอาไว้ หรือแก้โดยการไม่ดื่มน้ำจะได้ไม่
ต้องปัสสาวะ พฤติกรรมดังกล่าวนี้ไม่ใช่แค่เฉพาะดาราหรอกครับ มีอีกหลายอาชีพที่เป็นกันอย่างนี้ อาจจะ
เป็นเพราะภาวะสังคมที่รีบเร่งแข่งขันกัน ท่านที่ทำงานนั่งอยู่กับคอมพิวเตอร์หรือพนักงานทำบัญชีด้วยแล้ว
ไม่ค่อยอยากจะลุกไปเข้าห้องน้ำกัน กลัวจะเสียเวลาทำงานหรือลืมเข้าห้องน้ำก็มี พอทำอย่างนี้ไปนานๆ
เข้าร่างกายเราก็สร้างความคุ้นเคยว่าไม่ต้องอุจจาระไม่ต้องปัสสาวะกันเลย โดยร่างกายเข้าใจว่าวิธี
การนี้ถูกต้อง
ร่างกายของคนเราประกอบด้วยน้ำ 70 กว่าเปอร์เซนต์ เลือดเราประกอบด้วยน้ำ 90 กว่าเปอร์เซนต์
กระดูกเราก็ประกอบด้วยน้ำ 22 เปอร์เซนต์ ร่างกายเราเสียน้ำวันละ 2 ลิตรเศษ แล้วรับน้ำเข้าไป
เพียงพอหรือไม่ ถ้าไม่พอเราก็ถือว่าขาดน้ำ ร่างกายและอวัยวะภายในจะรวนผิดปกติไปหมด
เลือดเราจะข้นหนืด ยากที่หัวใจจะสูบฉีดเลือดไปหล่อเลี้ยงร่างกายส่วนต่างๆของร่างกาย หัวใจเองนั่น
แหละจะตีบตันเสียก่อน ต้องทำบายพาสกันวุ่นวาย ความจำก็จะเสื่อมหรือเป็นอัลไซเมอร์ เพราะเลือด
เลี้ยงสมองไม่พอ เส้นเลือดก็จะตีบตันหมดหรือไม่มีเลือดจะขึ้นไปเลี้ยง
จากประสบการณ์ที่พบคนไข้ที่เป็นโรคความจำเสื่อม เป็นถึงระดับผู้บริหารใหญ่ๆก็หลายท่าน ดื่มน้ำวันละ 2-3
แก้ว ไม่เกิน 500 ซี.ซี. เลือดก็ข้นหนืด เต็มไปด้วยไขมัน สังเกตุได้หัวตาเหมือนกับเอาพู่กันป้ายสีขาวไว้
และก็ฟันธงได้เลยว่าทุกรายถ้าดื่มน้ำอย่างนี้คลอเรสเทอรอลสูงทุกคน รอให้เส้นเลือดอุดตันได้เลย
เมื่อไปหาหมอ หมอก็จะจ่ายยาละลายลิ่มเลือดให้กิน มันก็เหมือนเราเอาสารส้มแกว่งในตุ่มน้ำเพื่อให้น้ำใส
ตะกอนเมื่อมันนอนก้นน้ำก็จะใส แต่ถ้าเอาอะไรไปแกว่งทำให้น้ำกระเทือน ตะกอนก็ยังจะลอยขึ้นมาทำให้
น้ำขุ่นอีกอยู่ดี เช่นเดียวกัน เมื่อเรากินยาเลือดก็จะใส แค่ตะกอนในร่างกายมันยังไม่ออก ยังนอนก้นอยู่ใน
ร่างกายเรา ดังนั้นเราต้องใช้น้ำพาตะกอนเหล่านั้นออกมาให้ได้ ไม่อย่างนั้นมันก็จะกลับไปอุดตันเส้นเลือด
เราอีก
เมื่อร่างกายขาดน้ำลำไส้ก็แห้ง ไม่มีน้ำที่จะพอเอาอุจจาระออกมาได้ ของเสียก็จะสะสมอยู่ในลำไส้ และ
ลำไส้ก็ดูดซึมของเสียนั้นกลับเข้าร่างกายอีก เลือดเราก็ยังสกปรกและข้นหนืดมากขึ้นไปอีก และลอง
พิจารณาดูครับว่า เลือดที่เสียเมื่อเข้าไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกายแล้วนั้น จะให้เกิดปัญหาตามมาอีกมาก
มายเพียงใด
ที่ถูกแล้วเราควรจะอุจจาระ 1-3 ครั้งทุกๆวัน ออกมาเป็นเส้นไม่เล็กนัก ปริมาณพอสมควรกับอาหารที่เรา
ทานเข้าไป ไม่ใช่ทานเข้าไป 1 กิโลกรัม ถ่ายออกมา 1 ขีด ที่เหลือหายไปไหนหมด มันเข้าไปบำรุงร่าง
กายเราทั้งหมดหรือ ถ้าเป็นอย่างนั้นเราคงตัวโตเท่าช้างแน่
การที่รอบเดือนหายไป 5-6 เดือนหรือมาๆหยุดๆ แล้วแต่อารมณ์นั้น ไม่ใช่เรื่องปกติของผู้หญิงทั่วไป ที่ถูก
แล้วรอบเดือนจะช้าเร็วไม่ควรเกิน 7 วัน ถ้าผิดไปจากนี้ถือว่าไม่ถูกต้อง ยกเว้นแต่ตั้งครรภ์
สำหรับดาราสาวท่านนี้ ดื่มน้ำน้อยมาก เลือดคงจะข้นหนืด ผนังมดลูกคงจะแห้งไม่ลอกหลุดออกมาเมื่อมีไข่
ตกและไม่ได้รับการผสมพันธุ์ เลือดนั้นก็ยังสะสมเป็นของเสียอยู่ที่ผนังมดลูกเดือนแล้วเดือนเล่า เมื่อช่อง
ทางการขับของเสียดำเนินไม่ได้ตามธรรมชาติ ร่างกายก็จะสร้างรั้วขอบเขตเป็นถุง เป็นเนื้องอก มาหุ้ม
ห่อของเสียนั้นไว้ ของเสียก็จะค่อยๆกลายเป็นเนื้องอกและกลายเป็นมะเร็งในที่สุด
ช่องทางในการขับของเสียออกจะมีอยู่ 5 ช่องทางด้วยกันคือ
1. ไต ขับออกมาทางปัสสาวะ
2. ลำไส้ใหญ่ ขับออกมาทางอุจจาระ
3. ปอด ขับออกมาทางลมหายใจ
4. ผิวหนัง ขับออกมาทางเหงื่อ
5. รอบเดือน ขับออกมาทางประจำเดือน
เมื่อช่องทางการขับของเสียไม่สมบูรณ์ หรือถูกปิดกั้นมันก็จะต้องพยายามหาทางออกให้ได้ เช่น ออกมาเป็น
สิว ฝ้า กระ ฝี ริดสีดวง สิ่งเหล่านี้เป็นของเสียที่ร่างกายพยายามขับออกมาทั้งนั้น ดังนั้นถ้าเรามีอาการ
ดังที่กล่าวมา ก็ขอให้เราจงเข้าใจด้วยว่าร่างกายเรามีของเน่าเสียอยู่ภายในแล้ว มันเป็นสัญญาณเตือนภัย
ที่เราไม่ควรมองข้าม หรือกินแต่ยา ฉีดยากดอาการเหล่านี้ไว้ไม่ให้แสดงออก เพราะนั่นไม่ใช่วิธีการรักษา
หรือบำบัดโรคต่างๆให้หายไป แต่กลับเป็นการทำให้โรคหรืออาการนั้นรุกคืบไปเรื่อยๆ เหมือนรุกใต้ดินโดย
ที่เราไม่รู้สึกอะไร จะรู้สึกตัวอีกทีก็ต่อเมื่อสายเสียแล้ว...
ที่มา : นิตยสารตั้งตัว ฉบับเดือน เมษายน
ประโยชน์ของวิตตามิน
หลายต่อหลาย ไม่ค่อยจะรู้เท่าไหร่ว่าอาหาร หรือวิตตามินที่เรากินเข้าไปมันมีสรรพคุณอะไรกันบ้าง ได้แต่กินอย่างเดียว อย่าง วิตตามิน A เราก็จะรู้แค่ว่า มันช่วยบำรุงสายตา แต่ความจริงมันมีความกว่านั้น วันนี้ปุ๊กเลยเอามาให้อ่านกัน เผื่อมีเพื่อน ๆ คนไหนที่ยังไม่ทราบ ประโยชน์ของวิตตามินชนิดต่าง ๆ
วิตามินและแร่ธาตุผู้พิทักษ์ผิว
ในอาหารมากมาย ทั้งผักสด ผลไม้ เนื้อสัตว์ และธัญพืช เป็นแหล่งสำคัญของสารอาหาร ที่ผิวต้องการ มาติดตามกันว่าแต่ละชนิดนั้นมีบทบาทในการดูแลผิวของคุณให้แข็งแรง มีสุขภาพดีอย่างไร
วิตามิน A
1. บำรุงผิวให้แข็งแรง
2. ป้องกันสิว
3. ลดการสร้างไขมันส่วนเกิน
4. จำเป็นต่อการซ่อมแซมเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพ
5. เป็นแอนตี้ออกซิแดนท์ของผิวในการกำจัดพิษต่างๆ
6. ถ้าขาดวิตามิน A จะทำให้ผิวหยาบกร้าน
วิตามิน B complex
1. ช่วยดูแลซ่อมแซมสุขภาพและสีผิว
2. ถ้าขาดวิามินนี้ จะทำให้ผมและขนหยาบด้านไม่มีชีวิตชีวาผิวหนังแห้ง และเกิดสิว
3. ไธอามีน (วิตามิน B1) เป็นแอนตี้ออกซิแดนท์ และช่วยให้การผลัดผิวมีประสิทธิภาพขึ้น
4. ไรโบฟลาวิน (วิตามิน B2) เป็นสารบำรุงเส้นผม เล็บ และผิวหนัง
5. แพนโทเทนิค แอซิด (วิตามิน B5) ช่วยต้านความเครียดที่จะทำให้ผิวหม่นหมอง
วิตามิน C
1. เป็นแอนตี้ออกซิแดนท์ ปกป้องผิวจากอนุมูลอิสระ
2. จำเป็นต่อระบบเมตาบอลิซึมของร่างกาย
3. เมื่อรับประทานร่วมกับวิตามิน E จะช่วยเพิ่มพลังในการปกป้องผิวจากแสงแดด
4. ต้านความเครียด และเพิ่มภูมิต้านทานของผิว
วิตามิน D
1. ส่งเสริมให้ผิวหายใจได้ดียิ่งขึ้น ดูสดใสเปล่งปลั่ง
2. ต้านความเครียด โรคผิวหนังบางชนิด เช่น โรคเรื้อนกวาง เชื้อรา และสิว เป็นต้น
วิตามิน E
1. แอนตี้ออกซิแตนท์ รักษาและซ่อมแซมเนื้อเยื่อของร่างกาย
2. ชะลอความชราของผิว
3. ปกป้องการถูกทำลายของเซลล์ผิวหนัง
ไบโอติน
1. บำรุงผิวหนัง เส้นผม และเล็บให้แข็งแรง
2. ถ้าขาดไบโอติน ผิวจะแห้งและซีด ไม่สดใส
โครเมี่ยม
1. ช่วยต้านทานการติดเชื้อของผิวหนัง
สังกะสี
1. ช่วยเยียวยาเนื้อเยื่อของร่างกาย
2. ช่วยป้องกันรอยแผลเป็น
3. ควบคุมการทำงานของต่อมไขมันใต้ผิวหนัง
4. เสริมระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย
5. ช่วยให้แผลหายเร็ว
วิตามินและแร่ธาตุผู้พิทักษ์ผิว
ในอาหารมากมาย ทั้งผักสด ผลไม้ เนื้อสัตว์ และธัญพืช เป็นแหล่งสำคัญของสารอาหาร ที่ผิวต้องการ มาติดตามกันว่าแต่ละชนิดนั้นมีบทบาทในการดูแลผิวของคุณให้แข็งแรง มีสุขภาพดีอย่างไร
วิตามิน A
1. บำรุงผิวให้แข็งแรง
2. ป้องกันสิว
3. ลดการสร้างไขมันส่วนเกิน
4. จำเป็นต่อการซ่อมแซมเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพ
5. เป็นแอนตี้ออกซิแดนท์ของผิวในการกำจัดพิษต่างๆ
6. ถ้าขาดวิตามิน A จะทำให้ผิวหยาบกร้าน
วิตามิน B complex
1. ช่วยดูแลซ่อมแซมสุขภาพและสีผิว
2. ถ้าขาดวิามินนี้ จะทำให้ผมและขนหยาบด้านไม่มีชีวิตชีวาผิวหนังแห้ง และเกิดสิว
3. ไธอามีน (วิตามิน B1) เป็นแอนตี้ออกซิแดนท์ และช่วยให้การผลัดผิวมีประสิทธิภาพขึ้น
4. ไรโบฟลาวิน (วิตามิน B2) เป็นสารบำรุงเส้นผม เล็บ และผิวหนัง
5. แพนโทเทนิค แอซิด (วิตามิน B5) ช่วยต้านความเครียดที่จะทำให้ผิวหม่นหมอง
วิตามิน C
1. เป็นแอนตี้ออกซิแดนท์ ปกป้องผิวจากอนุมูลอิสระ
2. จำเป็นต่อระบบเมตาบอลิซึมของร่างกาย
3. เมื่อรับประทานร่วมกับวิตามิน E จะช่วยเพิ่มพลังในการปกป้องผิวจากแสงแดด
4. ต้านความเครียด และเพิ่มภูมิต้านทานของผิว
วิตามิน D
1. ส่งเสริมให้ผิวหายใจได้ดียิ่งขึ้น ดูสดใสเปล่งปลั่ง
2. ต้านความเครียด โรคผิวหนังบางชนิด เช่น โรคเรื้อนกวาง เชื้อรา และสิว เป็นต้น
วิตามิน E
1. แอนตี้ออกซิแตนท์ รักษาและซ่อมแซมเนื้อเยื่อของร่างกาย
2. ชะลอความชราของผิว
3. ปกป้องการถูกทำลายของเซลล์ผิวหนัง
ไบโอติน
1. บำรุงผิวหนัง เส้นผม และเล็บให้แข็งแรง
2. ถ้าขาดไบโอติน ผิวจะแห้งและซีด ไม่สดใส
โครเมี่ยม
1. ช่วยต้านทานการติดเชื้อของผิวหนัง
สังกะสี
1. ช่วยเยียวยาเนื้อเยื่อของร่างกาย
2. ช่วยป้องกันรอยแผลเป็น
3. ควบคุมการทำงานของต่อมไขมันใต้ผิวหนัง
4. เสริมระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย
5. ช่วยให้แผลหายเร็ว
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)
